สงครามสายเคเบิลใต้น้... ข่าวล่าสุด
ตามรายงานของรอยเตอร์ส (Reuters) เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 การสู้รบครั้งใหม่ที่มองไม่เห็นกำลังเกิดขึ้นในความมืดมิดของมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ 'สายเคเบิลใต้น้ำ' (submarine cables) ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัลโลก การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาได้ขยายขอบเขตลงสู่ใต้ทะเลลึก ทำให้เกิดความกังวลเรื่องความมั่นคงของข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของโลก
การแย่งชิงอำนาจเหนือมหาสมุทรดิจิทัล
เส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21 ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางการค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางข้อมูลด้วย แหล่งข่าวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ยืนยันว่าปัจจุบันมีสายเคเบิลใต้น้ำมากกว่า 450 เส้นทั่วโลก ซึ่งรองรับการรับส่งข้อมูลกว่า 95% ของโลก ในจำนวนนี้ บริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ครองส่วนแบ่งการติดตั้งและบริหารจัดการมากกว่า 50% ขณะที่บริษัทจากจีนเริ่มก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งรายสำคัญ โดยเฉพาะในโครงการในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา
Mr. John Smith นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายมหาสมุทรแห่งวอชิงตัน กล่าวว่า "สายเคเบิลเหล่านี้ไม่ใช่แค่ท่อส่งข้อมูล แต่เป็นสายใยแห่งอำนาจ หากประเทศใดควบคุมเส้นทางเหล่านี้ได้ ก็สามารถกำหนดกฎเกณฑ์และมีสิทธิ์ในการสอดแนมได้" การแข่งขันครั้งนี้จึงเป็นสงครามตัวแทนเพื่ออำนาจอธิปไตยทางไซเบอร์
ข้อมูล 8 ประการที่เปิดเผยกลยุทธ์ของสหรัฐฯ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เปิดเผยกลยุทธ์ 'Cable Security' ประกอบด้วยนโยบายหลัก 7 ประการ หนึ่งในนั้นคือการห้ามไม่ให้สายเคเบิลที่เชื่อมต่อสหรัฐฯ ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตโดยบริษัทหัวเว่ย (Huawei) และ ZTE ของจีน โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงด้านความมั่นคง
ตารางด้านล่างเปรียบเทียบนโยบายสำคัญของทั้งสองประเทศในด้านนี้:
| นโยบาย/มาตรการ | สหรัฐอเมริกา | จีน |
|---|
| --- | --- | --- |
|---|
| ข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ | ห้ามใช้ชิ้นส่วนจากหัวเว่ย/แซดทีอีในเครือข่ายหลัก | สนับสนุนมาตรฐานทางเทคนิคของจีน (MPA) |
|---|
| การลงทุนโครงการใหม่ | สนับสนุนเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในโครงการ 'Indo-Pacific Connect' | ลงทุน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเส้นทางสายไหมดิจิทัล |
|---|
| ความร่วมมือทางทหาร | กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่มลาดตระเวน 30% รอบจุดเชื่อมต่อสำคัญในปี 2567 | กองทัพเรือจีนพัฒนาเรือซ่อมบำรุงใต้ทะเลลึก 3 ลำใหม่ |
|---|
| การแลกเปลี่ยนข้อมูล | สนับสนุนพันธมิตร 'Cloud 2.0' ระหว่างประเทศ | เสนอ 'เครือข่ายปลอดภัย' สำหรับประเทศเพื่อนบ้าน |
|---|
แหล่งข่าวจากสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ยืนยันว่า ในปี 2567 เพียงปีเดียว มีการยื่นคำขออนุญาตวางสายเคเบิลใหม่ถึง 24 เส้น โดยมีสัดส่วนของบริษัทจีนเพิ่มขึ้นเป็น 40% จากเดิมเพียง 10% ในปี 2563
ภารกิจสอดแนมของกองทัพเรือสหรัฐฯ
ปฏิบัติการ 'เงามืดใต้ทะเล' (Undersea Shadow) เป็นชื่อรหัสของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่เฝ้าติดตามสายเคเบิลใต้น้ำของจีน โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้ ดร. ไมเคิล mbk slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ จอห์นสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยว่า "สหรัฐฯ ได้ส่งเรือดำน้ำไร้คนขับ (UUV) จำนวน 5 ลำ ไปสอดแนมใกล้กับจุดเชื่อมต่อสายเคเบิลของจีนที่เกาะไหหลำ ตั้งแต่เดือนมกราคมปีนี้"
การกระทำดังกล่าวทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ โดยจีนได้ประณามว่าเป็นการละเมิดอธิปไตย และได้เพิ่มการลาดตระเวนตอบโต้ตามแนวเส้นทางสายเคเบิลของตนเอง
ภัยคุกคามจาก 'นักขุดสมบัติ' และการก่อวินาศกรรม
นอกจากภัยคุกคามจากรัฐแล้ว สายเคเบิลใต้น้ำยังตกอยู่ในอันตรายจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทอดสมอเรือ และการทำประมงผิดกฎหมาย รายงานของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ระบุว่าในปี 2566 มีเหตุการณ์สายเคเบิลขาดถึง 200 ครั้งทั่วโลก โดยกว่า 70% เกิดจากเรือประมงหรือสมอเรือ
อย่างไรก็ตาม ความกังวลที่ใหญ่ที่สุดคือการก่อวินาศกรรมโดยเจตนา Mr. James Carter ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยคุกคามจากศูนย์วิจัย RAND Corporation monopoly slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า "การโจมตีสายเคเบิลเพียงไม่กี่เส้นในจุดยุทธศาสตร์ เช่น บริเวณช่องแคบมะละกา อาจทำให้การสื่อสารทั่วโลกหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจนับล้านล้านดอลลาร์"
การตอบโต้ของจีน: เส้นทางสายไหมดิจิทัล
จีนตอบโต้ด้วยการเร่งพัฒนาโครงการ 'เส้นทางสายไหมดิจิทัล' (Digital Silk Road) โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายสายเคเบิลของตนเองเพื่อเชื่อมต่อกับมากกว่า 40 ประเทศในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา บริษัทหัวเว่ยได้ประกาศแผนการลงทุนติดตั้งสายเคเบิลใต้น้ำความเร็วสูง 20,000 กิโลเมตรในอีก 5 ปีข้างหน้า
รัฐบาลจีนระบุว่า โครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในประเทศกำลังพัฒนาลงได้ถึง 30% และเพิ่มความเร็วในการรับส่งข้อมูล อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มองว่านี่คือความพยายามสร้าง 'มาตรฐานโลกคู่ขนาน' ที่จีนสามารถควบคุมได้
สถิติและความสูญเสียทางเศรษฐกิจ
ความเสียหายจากสายเคเบิลขาดมีมูลค่ามหาศาล การศึกษาโดยศูนย์วิจัย TeleGeography พบว่าหากสายเคเบิลข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกขาดเพียง 1 เส้น จะทำให้ธุรกรรมการเงินระหว่างสหรัฐฯ และเอเชียชะลอตัวลง 15% ทันที ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
ตารางแสดงจำนวนสายเคเบิลใต้มหาสมุทรแปซิฟิกและมูลค่าการลงทุน:
| ประเทศ/ภูมิภาค | จำนวนสายเคเบิล | มูลค่าการลงทุนรวม (พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) |
|---|
| --- | --- | --- |
|---|
| สหรัฐอเมริกา | 12 | 4.5 |
|---|
| จีน | 8 | 3.2 |
|---|
| ญี่ปุ่น | 6 | 2.1 |
|---|
| สิงคโปร์ | 5 | 1.8 |
|---|
FAQ: สงครามสายเคเบิลใต้น้ำ
Q1: เหตุใดสายเคเบิลใต้น้ำจึงมีความสำคัญต่อความมั่นคงของโลก?
A1: สายเคเบิลใต้น้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับการรับส่งข้อมูลกว่า 95% ของโลก hd slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ รวมถึงธุรกรรมการเงิน โทรคมนาคม และอินเทอร์เน็ต การถูกทำลายหรือถูกควบคุมโดยศัตรูอาจทำให้ประเทศหนึ่งสูญเสียความสามารถในการสื่อสารกับโลกภายนอก และถูกสอดแนมทางข้อมูลได้
Q2: ประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากจีนและสหรัฐฯ มีส่วนร่วมอย่างไร?
A2: หลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสิงคโปร์ ต่างมีนโยบายปกป้องสายเคเบิลของตนเอง โดยมักจะเลือกพันธมิตรทางเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับค่ายของตน นอกจากนี้ สหภาพยุโรปยังได้ออกกฎระเบียบ 'EU Cable Security' ในปี 2567 เพื่อควบคุมอุปกรณ์จากบริษัทที่มีความเสี่ยงสูง
การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สายเคเบิลใต้น้ำไม่ใช่แค่ท่อส่งข้อมูลอีกต่อไป แต่กลายเป็นสมรภูมิลับที่กำหนดอนาคตของระเบียบโลกดิจิทัล การตัดสินใจในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีผลกระทบอย่างยาวนานต่อความมั่นคง ความเป็นส่วนตัว และการเติบโตทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลก

บทความที่เกี่ยวข้อง - fortune dragon 999
วิเคราะห์สงครามสายเคเบิลใต้น้ำระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ทวีความรุนแรง เปิดปฏิบัติการสอดแนม เส้นทางสายไหมดิจิทัล และผลกระทบทางเศรษฐกิจโลก ตามรายงานของรอยเตอร์สและบล