ไทย-สหรัฐฯ ตอกย้ำควา... ข่าวล่าสุด
ตามรายงานของ Bangkok Post รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทยและสหรัฐอเมริกาได้ยืนยันถึงความสัมพันธ์ความร่วมมือด้านกลาโหมที่แน่นแฟ้นในการหารือทวิภาคีนอกกรอบการประชุม IISS Shangri-La Dialogue ครั้งที่ 24 ซึ่งจัดขึ้น ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม ถึง 1 มิถุนายน 2569 การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
การยกระดับความสัมพันธ์ด้านกลาโหมระหว่างไทยกับสหรัฐฯ
พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย และนายพีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ร่วมกันย้ำถึงความสำคัญของความเป็นพันธมิตรที่มีมายาวนานกว่า 190 ปี ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการขยายขอบเขตความร่วมมือให้ครอบคลุมมากกว่าการฝึกทางทหารร่วมกัน ไปจนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง
พลเอกณัฐพลกล่าวว่า "ความสัมพันธ์ทางทหารของเราแข็งแกร่งและลึกซึ้งยิ่งขึ้นทุกปี การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไว้วางใจและความมุ่งมั่นร่วมกันในการรักษาสันติภาพของภูมิภาค" โดยการประชุมใช้เวลานานกว่า 2 ชั่วโมง โดยมีประเด็นสำคัญคือการเพิ่มงบประมาณในการฝึกซ้อมร่วมและการซื้อขายยุทโธปกรณ์
แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทั้งสองประเทศมีแผนที่จะลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ฉบับใหม่ภายในปี 2569 ซึ่งจะครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์และการต่อต้านข่าวกรอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ
ความสำคัญของความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
การหารือในครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางบริบทความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่ทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีเหนือ ต่างมีความเคลื่อนไหวทางทหารที่เพิ่มมากขึ้น รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ ย้ำว่าฐานที่มั่นของสหรัฐฯ ในไทยและภูมิภาคมีบทบาทสำคัญในการรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจ
นายเฮกเซธกล่าวในระหว่างการประชุมว่า "เอเชีย-แปซิฟิกคือหัวใจของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 21 และประเทศไทยคือหนึ่งในพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของเรา" ข้อความนี้สอดคล้องกับนโยบายของสหรัฐฯ ในการเพิ่มการแสดงตนทางทหารในภูมิภาค หลังจากการถอนทหารออกจากอัฟกานิสถานเมื่อปี 2564
ทางด้านพลเอกณัฐพลได้ชี้แจงถึงบทบาทของไทยว่าเป็น "สะพานเชื่อม" ระหว่างมหาอำนาจ โดยไทยยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทุกฝ่าย รวมถึงจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย การประชุม Shangri-La Dialogue จึงเป็นเวทีสำคัญที่ไทยใช้ในการสร้างสมดุลและผลักดันผลประโยชน์ของชาติ
การฝึกซ้อมร่วมคอบราโกลด์ 2569 และแผนในอนาคต
หนึ่งในประเด็นหลักของการเจรจาคือการยกระดับการฝึกซ้อมร่วมคอบราโกลด์ (Cobra Gold) ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมทางทหารประจำปีที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ที่จังหวัดระยองและชลบุรี
คาดว่าการฝึกซ้อมในปีหน้าจะมีทหารเข้าร่วมกว่า 12,000 นาย จาก 30 ประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2569 ที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 9, slot pg th ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ 000 นาย โดยสหรัฐฯ ตกลงที่จะเพิ่มงบประมาณสนับสนุนการฝึกอีก 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนามฝึกและศูนย์บัญชาการ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|
| --- | --- |
|---|
| ชื่อการฝึก | คอบราโกลด์ 2570 (Cobra Gold 2027) |
|---|
| ระยะเวลา | กุมภาพันธ์ 2570 |
|---|
| สถานที่ | จังหวัดระยอง และ ชลบุรี |
|---|
| จำนวนทหารที่คาดการณ์ | 12,000 นาย |
|---|
| จำนวนประเทศที่เข้าร่วม | 30 ประเทศ |
|---|
| งบประมาณสนับสนุนจากสหรัฐฯ เพิ่มเติม | 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ |
|---|
การฝึกซ้อมนี้จะเน้นไปที่การปฏิบัติการทางทะเลและการตอบสนองต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงการฝึกยุทธวิธีต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความร่วมมือระดับพหุภาคี
การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
อีกหนึ่งวาระสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือคือการขยายความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด และการฟอกเงิน ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาค
พลเอกณัฐพลเปิดเผยว่าไทยและสหรัฐฯ จะจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจร่วม (Joint Task Force) เพื่อดำเนินการสืบสวนและปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม โดยมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนคดีค้ามนุษย์ในภูมิภาคลงร้อยละ 20 ภายในปี 2570
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้านการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งสหรัฐฯ ตกลงที่จะส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาแก่กองทัพไทย จำนวน 50 นาย ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ
แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย
รัฐมนตรีกลาโหมทั้งสองได้หารือถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย โดยสหรัฐฯ ยินดีที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตอาวุธและระบบเซนเซอร์ให้แก่ไทย ภายใต้โครงการ Defense Technology Cooperation
นายเฮกเซธกล่าวว่า "เราต้องการให้ไทยสามารถพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงได้มากขึ้น การร่วมทุนและการผลิตภายใต้ใบอนุญาตจะช่วยเสริมสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศของไทย" diamond slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยในการลดการนำเข้ายุทโธปกรณ์จากต่างประเทศ และส่งเสริมการผลิตอาวุธภายในประเทศเพื่อประหยัดงบประมาณและสร้างงาน
คาดว่าข้อตกลงนี้จะทำให้ไทยสามารถผลิตรถหุ้มเกราะและระบบเรดาร์ตรวจการณ์ขั้นสูงได้ภายใน 4 ปีข้างหน้า โดยมีมูลค่าโครงการเบื้องต้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในจังหวัดลพบุรี
การแลกเปลี่ยนบุคลากรและข้อมูลข่าวกรอง
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วมกัน ทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงในการแลกเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ประสานงานระหว่างกองบัญชาการกองทัพไทยและกองบัญชาการภาคพื้นอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ (USINDOPACOM)
ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้มีเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ประจำการในไทยเพิ่มขึ้นอีก 20 นาย และเจ้าหน้าที่ไทยประจำการในฮาวายอีก 15 นาย ซึ่งจะช่วยให้การแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น โดยเฉพาะข่าวกรองเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำและกิจกรรมทางทหารในทะเลจีนใต้
การแลกเปลี่ยนนี้มีกำหนดเริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2569 และคาดว่าจะช่วยลดระยะเวลาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินลงได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน
เศรษฐกิจการค้าป้องกันประเทศ
นอกเหนือจากประเด็นทางทหารแล้ว การประชุมยังได้เน้นย้ำถึงมิติทางเศรษฐกิจของความร่วมมือด้านกลาโหม โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกระตุ้นการค้าป้องกันประเทศระหว่างกัน
ปัจจุบันสหรัฐฯ เป็นผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่อันดับ 2 ให้กับไทย รองจากจีน โดยในปี 2568 dollar slot ฝากถอน ไม่มีขั้นต่ำ ไทยนำเข้ายุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 25 ของการนำเข้ายุทโธปกรณ์ทั้งหมดของไทย
ข้อตกลงใหม่นี้จะช่วยเพิ่มสัดส่วนการค้าดังกล่าวขึ้นอีกร้อยละ 10 ภายใน 3 ปี โดยเฉพาะในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศและอากาศยานไร้คนขับ (UAV) ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าตลาดไทยมีศักยภาพสูงในการเติบโต
Q1: การประชุม Shangri-La Dialogue มีความสำคัญต่อไทยอย่างไร?
A1: การประชุม Shangri-La Dialogue เป็นเวทีสำคัญที่ไทยใช้ในการเจรจาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับนานาประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก การประชุมครั้งนี้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงใหม่ๆ ที่จะยกระดับขีดความสามารถของกองทัพไทย และเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
Q2: ข้อตกลงด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยหรือไม่?
A2: อย่างแน่นอน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและการร่วมทุนจากสหรัฐฯ จะช่วยลดการนำเข้ายุทโธปกรณ์ราคาแพง สร้างงานในประเทศ และพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคของไทย คาดว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 4 ปี
การประชุมครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านกลาโหมไทย-สหรัฐฯ ซึ่งไม่เพียงแต่เสริมสร้างความสัมพันธ์อันยาวนาน แต่ยังเป็นการปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างยั่งยืน

บทความที่เกี่ยวข้อง - inferno mayhem สูตร
พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ และนายพีต เฮกเซธ เห็นพ้องขยายความร่วมมือ ตั้งเป้าซ้อมรบ Cobra Gold 12,000 นาย และพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อ่านรายละเอียดความตกลงสำคัญด